วิธีการปลูก และดูแล ชมพู่

ชมพู่ (Rose Apple) จัดเป็นผลไม้ยอดนิยมในแถบเอเชีย เนื่องจากผลมีสีสันสวยงาม เนื้อมีรสหวาน เนื้อกรอบ และมีกลิ่นหอม แต่บางชนิดมีรสเปรี้ยวอมหวาน (ชมพู่มะเหมี่ยว) ซึ่งนิยมนำผลสุกมารับประทานสด รวมถึงบางพันธุ์นำมาประกอบอาหาร และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่าง

การปลูกชมพู่ การเพาะขยายพันธุ์สามารถได้หลายวิธี อาทิ การเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง การทาบกิ่ง และการเสียบยอด และที่นิยมปลูก คือการปลูกด้วยต้นพันธุ์จากการตอนกิ่ง และการเสียบยอดเพราะสามารถให้ผลผลิตเร็ว และลำต้นไม่สูงมากนัก ส่วนการปลูกจากต้นกล้าเพาะเมล็ดก็ทำได้เช่นกัน แต่ไม่ค่อยนิยมนักเพราะกว่าจะติดผลต้องใช้เวลานาน 4-6 ปี

การกิ่งตอน วิธีขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง ถือเป็นวิธีที่นิยมมาก เพราะสะดวก และได้ต้นที่มีลักษณะเหมือนกับต้นแม่พันธุ์ดั้งเดิม อีกทั้งสามารถขยายได้หลายต้นพร้อมๆ กัน รวมถึงต้นที่เติบโตจะมีลำต้นไม่สูงนัก และให้ผลเร็วกว่าการปลูกด้วยเมล็ด

การตอนกิ่ง เริ่มจากคัดเลือกกิ่งที่ต้องการตอน โดยคัดเลือกกิ่งที่แข็ง ขนาดกิ่งประมาณนิ้วชี้ถึงนิ้วหัวแม่มือ เปลือกกิ่งมีสีเขียวอมน้ำตาล จากนั้นใช้มีดตัดควั่นรอบกิ่งเป็น 2 รอย ที่ระยะห่างประมาณ2-3เซนติเมตรหรือเท่ากับเส้นรอบวงของกิ่ง จากนั้นลอกเปลือกออกแล้วใช้มีดขูดเยื่อที่ผิวแก่นของกิ่งออกให้หมดจนถึงเนื้อไม้แล้วนำถุงพลาสติกที่บรรจุด้วยขุยมะพร้าวชุ่มน้ำด้วยการผ่าถุงตามแนวขวางให้ลึกเกือบถึงขอบอีกด้านและแบะถุงก่อนนำถุงมาหุ้มทับบริเวณรอยกรีดให้มิด ก่อนจะใช้เชือกฟางรัดเป็น2เปลาะให้แน่นทั้งนี้หลังจากการตอนแล้ว 30–45 วัน รอยแผลของกิ่งตอนจะเริ่มมีรากงอก และหลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน รากจะเริ่มแก่เป็นสีน้ำตาลจึงค่อยตัดกิ่งลงปลูกในแปลงหรือปลูกดูแลในถุงเพาะเพื่อจำหน่ายต่อไป

การเสียบยอด การเสียบยอดจะใช้วิธีเพาะเมล็ดเพื่อให้ต้นเติบโตก่อน โดยดูแลให้ต้นโตสักประมาณนิ้วชี้เพื่อใช้เป็นต้นตอ หลังจากนั้นตัดต้นตอ ซึ่งอาจหลังปลูกลงแปลงแล้วหรือตัดขณะที่ยังอยู่ในถุงเพาะชำ แล้วค่อยตัดกิ่งชมพูที่มีขนาดเท่ากันมาเสียบยอดเป็นต้นใหม่

การเตรียมแปลง และหลุมปลูก แปลงปลูกครั้งแรกจะต้องไถพรวน และกำจัดวัชพืชออกให้หมด จากนั้นขุดหลุมปลูกกว้างประมาณ 50 เซนติเมตร และลึกประมาณ 40-50 เซนติเมตร แล้วตากหลุมไว้ประมาณ 5-7 วันโดยมีระยะปลูกหรือระยะหลุมประมาณ 8-10 x 8-10 เมตร ทั้งนี้แปลงปลูกในที่ลุ่มควรขุดร่อง และทางระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมร่วมด้วย

การปลูก หลังจากหลุมนาน 5-7 วันแล้ว ให้หว่านรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก พร้อมคลุกผสมกับหน้าดินให้เข้ากัน จากนั้นนำกิ่งพันธุ์ลงปลูกในหลุมพร้อมกลบหน้าดินให้พูนขึ้นเล็กน้อย ก่อนปักด้วยไม้ไผ่ และรัดด้วยเชือกฟาง และอาจนำฟางข้าวหรือเศษใบไม้มาคลุมโคนต้นเพื่อรักษาความชื้นให้หน้าดิน

การให้น้ำ 1.ระยะเริ่มปลูกใหม่ๆ การให้น้ำ ควรให้น้ำวันละครั้ง หรือ 2 ครั้ง เช้า-เย็น จนกว่าต้นชมพู่จะตั้งตัวได้แต่หากในฤดูฝนที่มีฝนตกเกือบทุกวันก็ไม่จำเป็นต้องให้น้ำ
2.ระยะหลังต้นชมพู่ตั้งตัวได้ หลังที่ต้นติด และตั้งต้นได้ การให้น้ำจะเว้นระยะการให้เป็น 3-5 วัน/ครั้ง การให้น้ำจะให้ตามปกติขณะที่ต้นชมพู่ยังไม่ติดดอกออกผล ถ้าหากเป็นช่วงฤดูแล้งจะต้องให้น้ำอย่างน้อยประมาณ 5-7 วัน ต่อ 1 ครั้ง โดยสังเกตความชื้นของดินเป็นหลักการให้น้ำแต่ละครั้งจะให้เต็มแอ่งที่ล้อมรอบต้นชมพู่จนกว่าต้นชมพู่จะออกดอก แล้วจึงทิ้งระยะให้น้ำแห้งไปประมาณ 10-14 วัน เพื่อเป็นการทำให้ต้นชมพู่ออกดอก ในช่วงนี้ถ้าหากดินมีความชื้นจากการได้รับน้ำฝน ก็จะทำให้ต้นชมพู่ออกดอกน้อย และไม่พร้อมกัน หลังจากที่ต้นชมพู่ออกดอกแล้วจึงจะให้น้ำอย่างปกติและเต็มที่ทุกวันหรือ 3-5 วัน/ครั้ง จนกว่าดอกจะเริ่มบานเมื่อต้นชมพู่ติดผลในระยะเวลาประมาณ 3-5 วัน ต้นจะขาดน้ำไม่ได้จนกว่าต้นจะให้ผลแก่ และจะงดให้น้ำก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 5-7 วัน เพื่อเป็นการเพิ่มความหวานให้กับผลได้

การควบคุมวัชพืช ในระยะปลูกใหม่ควรใช้จอบถากเดือนละครั้ง และควรไถพรวนรอบต้นอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของวัชพืช ส่วนหลังจากปีที่ 2 แล้ว ให้เว้นระยะห่างการกำวัชพืชเป็น 2-3 เดือน/ครั้ง จนต้นมีทรงพุ่มใหญ่ค่อยกำจัดวัชพืชปีละครั้งก็เพียงพอ

การใส่ปุ๋ย ระยะต้นที่ยังไม่ให้ผลผลิต (อายุ 1-3 ปี) ใช้ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอเช่น 15-15-15 ต้นละประมาณ 500 กรัม/ปี โดยแบ่งใส่ 2-3 ครั้ง ในปีที่ 2-3 ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ปีละ1ครั้งอัตรา15-20กิโลกรัม/ต้นและปุ๋ยเคมี 15-15-15 ปีละ 2 ครั้ง อัตรา 300-500 กรัม/ต้น/ครั้ง 2.หลังจากปีที่ 3 ที่ชมพู่เริ่มผลิดอกออกผล การใส่ปุ๋ยเคมี และปุ๋ยอินทรีย์จะต้องใส่ให้เพียงพอที่จะเลี้ยงต้น และผลซึ่งหลังเก็บผลชมพู่หมดแล้วให้ทำการตัดแต่งกิ่งชมพู่ประจำปี ถ้ามีผลชมพู่ตอนนี้ต้องปลิดทิ้งไปเพื่อให้ต้นชมพู่ได้พักต้น หลังตัดแต่งกิ่งแล้วประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนใส่ปุ๋ยสูตร15-15-15ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมด้วยทุกครั้ง ใส่ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ทุกครั้งที่ออกผลปีละประมาณ3-5ครั้งโดยเริ่มใส่ตั้งแต่เดือนธันวาคม-เมษายนประมาณเดือนละ1ครั้ง

การตัดแต่งกิ่ง วิธีการตัดแต่งกิ่งต้นชมพู่ จะทำครั้งแรกเมื่อต้นชมพู่ยังมีขนาดเล็ก ในระยะนี้จะต้องตัดแต่งให้ได้รูปทรงของลำต้น และกิ่งแตกออกให้ได้สัดส่วน การตัดแต่งกิ่งจะทำหลังจากการปลูกต้นชมพู่ไปได้สักพักจนต้นชมพู่ตั้งตัวได้และเริ่มมีการแตกกิ่งออกมาถึงจะทำการตัดแต่งกิ่งส่วนการตัดแต่งกิ่งในระยะนี้ต้นชมพู่จะมีรูปทรงที่แน่นมีกิ่งแตกออกมามากมาย การตัดแต่งจะทำการตัดเอากิ่งที่มีลักษณะเป็นกระโดงออกเหลือไว้ติ่งด้านข้างให้กระจายออกไปในแนวกว้าง เพื่อให้ได้ลักษณะทรงพุ่มเตี้ยในกรณีที่ต้นมีกิ่งแตกออกมาน้อยมาก และไม่ได้รูปทรงให้ตัดกิ่งเหลือแต่กิ่งกระโดงเอาไว้เพื่อเป็นกิ่งเสริมให้มีกิ่งมากขึ้น และได้สัดส่วน ส่วนการตัดแต่งกิ่งที่นอกเหนือไปจากนี้ ก็ควรทำบ้างตามความเหมาะสมของต้นชมพู่

การตัดแต่งกิ่งในต้นชมพู่ต้นโตหรือต้นที่ออกผลผลิตแล้ว โดยปกติจะทำการตัดเพื่อเป็นการลดภาระการเลี้ยงดูของต้นให้น้อยลงและเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการออกดอกและติดผลของต้นชมพู่อีกด้วยส่วนระยะในการตัดแต่งกิ่งควรทำในระยะหลังจากการเก็บเกี่ยวผลเสร็จประมาณเดือนมิถุนายนเพียงปีละครั้งพร้อมกับการใส่ปุ๋ยเพื่อเป็นการบำรุงต้นไปในตัวและวิธีการตัดแต่งกิ่งอีกวีธี คือการตัดยอดกิ่งหรือการตัดกิ่งกระโดงที่เติบโตสูงเกินไปออกกิ่งในส่วนนี้จะมีประโยชน์ต่อต้นมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับระดับความสูง ถ้าสูงมากเกินไปและไม่สะดวกต่อการเก็บเกี่ยวก็ให้ตัดออกทันทีให้วัดความสูงจากพื้นดินประมาณ 8-10 เมตร ส่วนกิ่งไหนที่สูงกว่านี้ให้ตัดทิ้งไป

การห่อผล เนื่องจากชมพู่มีลำต้นค่อนข้างใหญ่ บางต้นสูงถึง 25 เมตร จึงจำเป็นต้องทานั่งร้านไม้ไผ่ เพื่อสะดวกในการห่อผลชมพู่ และเก็บผลชมพู่ แต่ปัจจุบัน นิยมตัดแต่งบังคับทรงพุ่มให้เหลือไม่เกินนั่งร้าน 2 ชั้น เพื่อความสะดวกในการห่อผล และบำรุงรักษา

โดยปกติการห่อชมพู่จะเริ่มห่อผลเมื่อกลีบเลี้ยงอยู่บริเวณปลายผลหุบเข้าหากันเป็นผลจึงห่อได้หรือขนาดผลประมาณเหรียญบาทและถ้าหากนับอายุจากที่ดอกบานจนถึงการห่อผลจะใช้เวลาประมาณ 70 วัน หากห่อผลล่าช้ากว่าระยะดังกล่าวนี้ จะทำให้ผลชมพู่ไม่มีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการและข้อควรระวังอย่างยิ่งในการห่อผลคือ ตำแหน่งของผลที่จะทำการห่อที่อยู่บริเวณปลายกิ่งเวลาห่อจะต้องอาศัยกิ่งอื่นๆ ช่วยหลังจากนั้นจะต้องผูกยึดให้ติดกับกิ่งใกล้เคียงกันเพื่อกิ่งที่ได้จะไม่อ่อน และหัก สำหรับผลที่เกิดอยู่ตามบริเวณกิ่งจะไม่ค่อยมีปัญหาแต่จะทำการห่อได้ยากมาก

อุปกรณ์ในการห่อผล กระเช้าสำหรับใส่ถุง และวัสดุอุปกรณ์ในการห่อ ถุงกระดาษหนังสือพิมพ์หรือถุงปูนซีเมนต์ ขนาด 8×12 นิ้ว เชือกฟาง หรือตอกสำหรับมัดปากถุง หรือที่เย็บกระดาษ

วิธีการห่อผล ปลิดช่อผลหรือผลที่ไม่ต้องการทิ้ง โดยเฉพาะช่อผลที่มีผลอัดกันแน่นหรือช่อผลที่ออกกระจุกชิดกันมาก เพราะหากปล่อยให้เติบโตจะทำให้ผลในช่อมีขนาดเล็ก ทั้งนี้ให้ปลิดผลที่ไม่ต้องการทิ้งโดยให้เหลือผลไว้ 2-3 ผล/ช่อ จากนั้นนำถุงกระดาษสวมห่อพร้อมดัดด้วยที่เย็บกระดาษหรือยางรัด และควรระวังไม่ให้ถุงอยู่ติดกับผลชมพู่เพราะจะทำให้ผิวด้านหน้าเป็นรอยด่าง
ปริมาณการห่อต่อกิ่งขึ้นอยู่กับขนาดของกิ่งและความชำนาญของผู้ห่อถ้าห่อมากเกินไปอาจจะได้น้อย เนื่องจากผลไม่โตเท่าที่ควรหรืออาจจะร่วงหล่นมาก ถ้าห่อน้อยผลที่ได้จะมีขนาดใหญ่มีความสมบูรณ์และรสชาติจะดี สีผลสวย

การเก็บเกี่ยวชมพู่ การเก็บเกี่ยวผลผลิตหลังจากที่ได้ห่อผลไปแล้วประมาณ20-25วันแต่ต้นที่ออกในฤดูหนาวก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ หลังจากที่ห่อไปแล้วประมาณ 25 วัน ถ้าหากเป็นฤดูร้อนก็ให้เก็บเกี่ยวหลังจากที่ห่อผลไปแล้วประมาณ 20 วัน ส่วนฤดูฝนจะใช้เวลาประมาณ 17-20 วัน ถ้าหากจะนับอายุทั้งหมดเริ่มตั้งแต่การออกดอกจนถึงการเก็บเกี่ยวจะใช้เวลาประมาณ90วัน

วิธีการเก็บเกี่ยว ให้เริ่มทำการเก็บเกี่ยวภายหลังจากดอกบานแล้วประมาณ 30-35 วันหรือ 25-30 วัน หลังจากที่ทำการห่อผล ควรเก็บเกี่ยวในช่วงเช้า โดยสังเกตลักษณะของผิว ปกติแล้วสีผิวจะเปลี่ยนไปเมื่อขนาดผลใหญ่ขึ้นควรใช้กรรไกรตัดบริเวณขั้ว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *